ความเป็นมาของสมาคมฯ

การเล่นกีฬาชักกะเย่อของประเทศไทย ปรากฎหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นการละเล่นพื้นบ้านมาโดยตลอด จนเมื่อนายรวิภาส กล่ำทวี
ได้รับคำแนะนำจากนายกร ทัพพะรังสี (อดีตรองนายกรัฐมนตรี) ให้พัฒนา
กีฬาชักกะเย่อของไทยให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2552 เนื่องจาก
เชื่อว่ากีฬาชักกะเย่อ น่าจะทำชื่อเสียงให้ประเทศไทยได้ และเป็นกีฬาที่สร้างความรัก ความสามัคคีให้แก่คนในประเทศด้วย 


สมาคมกีฬาชักกะเย่อจึงได้รับการจัดตั้งและจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ. 2555 สมาคมชักกะเย่อ
ก็ได้รับอนุญาตให้ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ต่อท้าย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สมาคมกีฬาชักกะเย่อแห่งประเทศไทย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน โดยสมาคมฯ บริหารงานภายใต้การกำกับดูแลของ การกีฬาแห่งประเทศไทย


กีฬาชักกะเย่อเป็นกีฬาที่พิจารณาน้ำหนักรวมของผู้เล่นทั้งหมดใน 1 ทีม จึงมีความเป็นไปได้ว่าประเทศไทยสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ในกีฬาประเภทนี้ได้
สำหรับในทวีปเอเชีย ประเทศไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็น 3 ประเทศ
ที่มีการพัฒนากีฬาชักกะเย่อเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไต้หวันได้พัฒนากีฬาชักกะเย่อมาเกือบ 20 ปี และในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา นักกีฬาจากประเทศไต้หวันสามารถคว้าแชมป์โลก และเอเชียมาได้อย่างน่าชื่นชม

 

สำหรับ ในประเทศไทยสมาคมกีฬาชักกะเย่อ มี นายนริส สิงหวังชา เป็นนายกสมาคมฯ โดยมีนายรวิภาส กล่ำทวี เป็นเลขาธิการสมาคมฯ โดยในปี พ.ศ. 2555 นายรวิภาส กล่ำทวี ได้รับการโหวตคัดเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ จากสมาชิกสหพันธ์กีฬาชักกะเย่อ แห่งทวีปเอเชียจำนวน 21 ประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์กีฬาชักกะเย่อแห่งทวีปเอเชียคนใหม่ โดยมีวาระ 4 ปี
(ตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2555 ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2559)



ปัจจุบัน
นายรวิภาส กล่ำทวี ในฐานะประธานสหพันธ์กีฬาชักกะเย่อแห่งทวีปเอเชีย สามารถผลักดันเป็นผลสำเร็จให้ประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดการ
แข่งขันกีฬาชักกะเย่อแห่งทวีปเอเชีย ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-4 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ( ปลายปีนี้ ) โดยสมาคมฯ กำลังทำแผนและโครงการเสนอต่อ กกท. เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนการแข่งขัน
กีฬาชักกะเย่อในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันกีฬาชักกะเย่อระดับนานาชาติ
เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยจะมีนักกีฬาจากต่างประเทศ อย่างต่ำ 21ประเทศ
จำนวนคนนับพันคน เดินทางมาสู่ประเทศไทย โดยคาดว่าจะสามารถนำรายได้
เข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้อย่างมหาศาล